การยื้อแย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณปี 2562 หลักพันล้านจนถึงแสนล้าน แถมด้วยอำนาจที่หลายคนคาดไม่ถึง

การยื้อแย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณปี 2562 หลักพันล้านจนถึงแสนล้าน แถมด้วยอำนาจที่หลายคนคาดไม่ถึง

แม้หลายคนจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือลุงตู่ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และเป็นสมัยที่ 2 แล้ว
แต่สิ่งที่ยังไม่นิ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีใน 20 กระทรวง ซึ่งก็มีทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคเล็กอีก 10 พรรค แต่ตอนนี้ดูเหมือนศึกชิงเก้าอี้จะเริ่มสงบลงแล้ว

โดยกระทรวงที่ยื้อกันไปมาก็หนีไม่พ้น กระทรวงที่มีโครงการเยอะงบประมาณเพียบ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข อยากรู้หรือเปล่ากระทรวงไหนได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2562 มากที่สุด

จากการตรวจสอบข้อมูลสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2562 พบว่างบประมาณรายจ่ายจำแนกตามกระทรวง มีดังนี้

สำนักนายกรัฐมนตรี งบประมาณ 41,216 ล้านบาท
กระทรวงกลาโหม งบประมาณ 227,671 ล้านบาท
กระทรวงการคลัง งบประมาณ 242,846 ล้านบาท
กระทรวงการต่างประเทศ งบประมาณ 9,241 ล้านบาท
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา งบประมาณ 6,413 ล้านบาท
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ งบประมาณ 12,863 ล้านบาท
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณ 108,539 ล้านบาท
กระทรวงคมนาคม งบประมาณ 183,732 ล้านบาท
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม งบประมาณ 5,461 ล้านบาท
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 31,586 ล้านบาท
กระทรวงพลังงาน งบประมาณ 2,318 ล้านบาท
กระทรวงพาณิชย์ งบประมาณ 6,911 ล้านบาท
กระทรวงมหาดไทย งบประมาณ 373,519 ล้านบาท
กระทรวงยุติธรรม งบประมาณ 24,993 ล้านบาท
กระทรวงแรงงาน งบประมาณ 52,641 ล้านบาท
กระทรวงวัฒนธรรม งบประมาณ 8,209 ล้านบาท
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (เดิมกระทรวงวิทยาศาสตร์) งบประมาณ 14,885 ล้านบาท
กระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณ 489,798 ล้านบาท
กระทรวงสาธารณสุข งบประมาณ 135,827 ล้านบาท
กระทรวงอุตสาหกรรม งบประมาณ 5,063 ล้านบาท
สรุปแล้วทั้งเงินงบประมาณและอำนาจที่ล้นเหลือมหาศาล ทำให้ทุกคนต่างยื้อแย่งกันเพื่อที่จะได้ครอบครองทั้งนั้น เพราะงบที่ได้มันมหาศาลมา

ขอขอบคุณข้อมูล :สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี